ประวัติลูกเสือชาวบ้าน

ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร

นโยบายเน้นหนักประจำปี ๒๕๖๐
ของ พลตำรวจเอก สมศักดิ์ แขวงโสภา
ผู้อำนวนการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน

      ๑. ลูกเสือชาวบ้านรวมใจสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐
      ๒. การใช้งบประมาณแผ่นดินและเงินบริจาค ต้องดำเนินการด้วยความประหยัด โปร่งใสเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และพร้อมรับการตรวจสอบได้ตลอดเวลา
      ๓. เสริมสร้างความสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นในองค์กรลูกเสือชาวบ้านและคนในชาติ

 

นโยบายทั่วไปของศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์

    • ๑. หลักการบริหารงานลูกเสือชาวบ้าน คือ การเสริมสร้างความเข้าในให้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์อุดมการณ์ของลูกเสือชาวบ้าน โดยยึดถือพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการปฏิบัติตามภารกิจ คำปฏิญาณ กฏของลูกเสือ ธรรมเนียมประเพณีของลูกเสือชาวบ้าน
    • ๒. ด้านวิชาการ เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของลูกเสือชาวบ้าน ต้องสร้างให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีจิตสำนึกหวงแหนมรดกของบรรพบุรุษ พัฒนาตนเอง ครอบครัวให้มีคุณภาพชิวิตที่สมบูรณ์ สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของท้องถิ่น พัฒนาสังคมให้มีความเกษมสุข อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวามทั้งปูชนียสถานซึ่งเป็นมรดกของชาติ
    • ๓. ยกระดับการบริหารการฝึกอบรมให้มีคุณภาพ
    • ๔. การจัดองค์กรการบริหารให้มีประสิทธิภาพครบวงจรทุกขั้นตอน สามารถปฏิบัตรงานให้บรรลุเจตนารณ์ในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน
    • ๕. การจัดทำกิจกรรมของลูกเสือชาวบ้านต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ อุดมการณ์ พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    • ๖. ระดมทรัพยาการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานลูกเสือชาวบ้านอย่างมีระบบ และเป็นกระบวนการ
    • ๗. การพัฒนาคุณภาพของลูกเสือชาวบ้าน ในทุกขั้นตอนของการบริการ การทำกิจกรรม หรือการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
    • ๘. การบำรุงขวัญกำลังใจแก่ทุกๆฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับกิจการลูกเสือชาวบ้าน ต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความผูกพันต่อกิจการลูกเสือชาวบ้านต่อไป
    • ๙. ส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ เผ่ยแพร่กิจการให้ทุกภาคประชาสังคมเข้าใจงานของลูกเสือชาวบ้านอย่างกว้างขวาง

ประวัติลูกเสือชาวบ้าน

 

    การดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นในกลุ่มคนจีน ระหว่าง พ.ศ.2468-2470 โดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จากประเทศจีน ได้ถูกส่งตัวเข้ามาขยายงานในกลุ่มคนจีนในประเทศไทย และการดำเนินงานได้แผ่ขยายอิทธิพลเรื่อยมาจนสามารถจัดตั้ง “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ได้สำเร็จในวันที่ 1 ธันวาคม 2485 การดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์มีเข็มมุ่งไปในภาคอีสานมากที่สุด ทั้งนี้เพราะสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนได้จากประเทศใกล้เคียง และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ปะทะกับกองกำลังเจ้าหน้าที่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว ต.เรณูนคร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ อ.เรณูนคร) เรียกว่า วันเสียงปืนแตก ผลักดันให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำต้องมีมติให้ดำเนินการต่อสู้ด้วยอาวุธ โดยประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธอย่างเป็นหลักฐานขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “พลพรรคประชาชนต่อต้านอเมริกาแห่งประเทศไทย หรือ พล ป.ต.อ.” ขึ้นที่ภูกะเสด ต.โพนทอง อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2508 และได้ประกาศจัดตั้ง “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ “ท.ป.ท.” อย่างเป็นหลักฐาน ตั้งแต่ พ.ศ.2508 เป็นต้นมา สถานการณ์ตามแนวชายแดนภาคอีสานของประเทศไทย ถูกภัยคตุกคามจากการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยการแทรกซึม โฆษณาชวนเชื่อ ชักชวนเด็กหนุ่มชาวเขาให้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ และให้เดินทางไปฝึกอบรมลัทธิการเมือง การทหารในทางตอนเหนือของประเทศลาว บางคนไปอบรมต่อถึงประเทศเวียดนามเหนือ และประเทศจีนตอนใต้ เมื่อเด็กเหล่านี้กลับสู่ถิ่นฐานเดิมของตนในเวลาต่อมา(ระยะเวลาการอบรมประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี) ก็กลับมาพร้อมกับคนแปลกหน้า และทำการโฆษณาชวนเชื่อ ชักชวนคนในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์มากขึ้น ต่อมา กลุ่มชาวเขาที่เข้าร่วมขบวนการผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ก็ถูกชักจูงให้ต่อต้านขัดขวางการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่เข้าไปช่วยเหลือพัฒนาชาวเขา และต่อต้านขัดขวางชาวเขาที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอยู่เสมอ นอกจากนั้น ชาวเขาที่ลุ่มหลงนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ยังใช้วิธีการลอบดักทำร้าย ลอบฆ่าผู้ที่ให้ข่าว และผู้ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์ต่อต้านนี้รุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งปี พ.ศ.2511 การปฏิบัติงานของผู้ก่อการร้ายถึงขั้นการก่อวินาศกรรม การใช้อาวุธลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ พลเรือน ตำรวจ ทหาร อย่างเปิดเผย และในวันที่ 4 ธันวาคม 2511 กองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน ในเขต อ.ด่านซ้าย จ.เลย ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่โดยใช้อาวุธ ดังนั้นกองกำลังของกองกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 และกองกำลังสนับสนุนจากกองทัพภาค 2 และ 3 จึงร่วมกันใช้กำลังเข้าปราบปราม แต่กลับทำให้กำลังของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แตกกระจายกันออกไป และยึดพื้นที่หลบซ่อน เพื่อเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และทำการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ต่อไป ด้วยเหตุนี้ ลัทธิคอมมิวนิสต์จึงได้เริ่มแพร่กระจายไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง และบางหมู่บ้านในพื้นที่ราบในเขตอำเภออื่น ๆ ของจังหวัดเลย อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวกระจายแนวความคิดออกไปอย่างกว้างขวาง จากประสบการณ์นี้ ทำให้ พ.ต.อ.สมควร หริกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 ผู้รับผิดชอบพื้นที่ที่มีปัญหาข้างต้น ระหนักถึงภัยคุกคาม และการขยายไปสู่กลุ่มชาวบ้านอื่นที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากบริเวณที่เป็นปัญหามีสภาพทุรกันดาร อยู่ติดชายแดนใกล้กับฐานปฏิบัติการของประเทศลาว ทำให้เจ้าหน้าที่อยู่ในลักษณะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ล่อแหลมต่อการคุกคามของผู้การร้ายคอมมิวนิสต์ในอนาคต ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เขต 4 และเขต 6 มีขีดจำกัดในการส่งกำลังบำรุง แต่มีความเร่งด่วนที่จะต้องป้องกันพื้นที่ส่วนนี้ไว้ให้ได้ ดังนั้นจึงใช้วิธีสร้างประชาชนให้เกิดความรู้สึกผิดชอบต่อบ้านเมืองของตนร่วมกันกับตำรวจตระเวนชายแดน ด้วยมีเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ
    1 .พัฒนารักษาพื้นที่ส่วนนี้ไว้มิให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลได้อย่างเสรี
    2. สร้างพื้นที่หมู่บ้านให้ประชาชนรู้จักการต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่รุกรานจากนอกประเทศ
    3. รักษาเส้นทางไว้มิให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล
    4. ป้องกันรักษาพื้นที่หมู่บ้านชายแดนไว้ก่อนที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะเผยแพร่ลัทธิลงสู่พื้นราบได้
    ด้วยเหตุผล และประสบการณ์ที่ผ่านมา กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 และเขต 6 จึงได้ร่วมกันพิจารณาแก้ปัญหา โดยตกลงคัดเลือกชาวบ้านตามแนวชายแดนในพื้นที่ ตำบลแสงพา ต.นาที และบ้านบ่อภาค ให้เข้ามารับการฝึกอบรมเป็น “อาสาสมัครชาวบ้านชายแดน” ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนเกิดความหวงแหนในชาติบ้านเมือง เสียสละเพื่อประโยชน์สุข และความอยู่รอดของชาติ ทั้งนี้ได้คัดเลือกชาวบ้านจากบ้านเหล่ากอหก บ้านบ่อภาค บ้านแสงพา พื้นที่ละ 30 คน รวม 90 คน มารับการฝึกอบรมที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 2 อ.ด่านซ้าย จ.เลย โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายตลอดการฝึกอบรมประมาณ 2 เดือน การฝึกอบรมมีลักษณะคล้ายคลึงกับการฝึกอาสาสมัครทั่ว ๆ ไป แต่ปรากฏว่าในระหว่างการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียกร้องสิทธิต่าง ๆ หลายประการจนต้องหยุดการฝึกอบรม แล้วทำความเข้าใจกันถึงเหตุผลที่แท้จริงของการเป็นอาสาสมัครชาวบ้านชายแดน จากนั้นจึงสามารถดำเนินการฝึกอบรมต่อไปได้ โดยผู้ให้การฝึกอบรมต้องปรับปรุงแนวทางการฝึกอบรมใหม่ในทันที โดยเริ่มปฏิบัติการจัดให้มีการอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน และเน้นหนักในด้านความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ระหว่างการฝึกอบรมได้สอดแทรกระบบหมู่ของกิจกรรมลูกเสือทดลองไว้ในการฝึกด้วย จนทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีชีวิตชีวาขึ้น เกิดความรักใคร่ สนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งขึ้น ประกอบกับผู้ให้การฝึกอบรมได้ให้ความเป็นกันเองอย่างพี่น้อง จึงทำให้ชาวบ้านชายแดนเกิดความอบอุ่นใจ รู้สึกภูมิใจที่ตนเองได้เสียสละเพื่อความอยู่รอดของชาติ การฝึกอบรมขั้นต้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อจบการฝึกอบรมมีการมอบหมายภารกิจให้ปฏิบัติในท้องถิ่นของตนเอง หลังจากที่อาสามสมัครชาวบ้านชายแดน ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แล้วโดยเรียกชื่อเป็น “ชาวบ้านรักษาชายแดน” (ชบ.ชด.) เป็นผู้คุ้มครองของตำบล และทำการสำรวจชายแดน ปรากฏว่ามีสามเหตุหลายประการที่ต้องล้มเลิกแนวการฝึกอบรมอาสาสมัครประเภทนี้ อันได้แก่
    1 .การติดอาวุธแก่ประชาชน หากไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้อย่างใกล้ชิดแล้ว เปรียบเสมือนดาบสองคม
    2 .ประชานเมื่อได้รับการฝึกอาวุธแล้วเกิดข้อเปรียบเทียบว่า ตนเองคือบุคคลสำคัญคนหนึ่ง มีการตั้งข้อเรียกร้องต่าง ๆ ขึ้นอีก เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าสวัสดิการต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องแบบที่มีลักษณะคล้ายกับการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    3. เรียกร้องสิทธิให้ตนเองได้เงินเดือน
    4. หน่วยราชการอื่น ทำโครงการในลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ไทยอาสาสมัครรักษาดินแดน ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน รักษาความปลอดภัยและอื่น ๆ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนทางความคิด เกิดความไม่มั่นใจต่อทางราชการว่าตนเองควรยึดโครงการใดเป็นหลัก
   ในที่สุดก็มีการยกเลิกการฝึกอบรมชาวบ้านรักษาชายแดนและปรับปรุงการฝึกอบรมใหม่เป็นการฝึกอบรมแบบ “ลูกเสือชาวบ้านชายแดน”(ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ลูกเสือชาวบ้าน” และเน้นให้ยึดอาวุธทางความคิดเป็นหลัก โดยมี พ.ต.อ.สมควร หริกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 , นายวิโรจน์ พูลสุข อดีตเขตการศึกษาที่ 9 จ.อุดรธานี , นายสมเกียรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ตรวจการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยวิทยากรจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 และวิทยากรจากเขตการศึกษาที่ 9 เป็นผู้ริเริ่มร่วมกันจัดทำหลักสูตร การฝึกอบรมทดลองขึ้น จากนั้น พ.ต.อ.สมควร ฯ จึงได้รวบรวมชุดชาวบ้านรักษาชายแดน และราษฎรหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวน 125 คน เข้ารับการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านตามแนวคิดใหม่ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2514 ที่ศูนย์พัฒนาการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านเหล่ากอหก กิ่ง อ.นาแห้ว จ.เลย (ปัจจุบันเป็น อ.นาแห้ว) การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านสมัยเริ่มแรก ใช้วิธีการแนะนำและชักจูงรวบรวมเอาประชาชน และเอาจิตใจของประชาชนให้มารวมกันเป็นมิตร เพื่อให้เขารวมกันเป็นหมู่คณะ ดดยมีการใช้วิธีการและเอากิจกรรมของลูกเสือมาเสริมมาเสริมสร้างปลูกฝังนิสัยให้เขารักบ้านเมือง รักถิ่นฐาน รักหมู่คณะ ร่วมกันทำกิจกรรม ร่วมกันพัฒนาบ้าน ที่อยู่อาศัย ร่วมกันเสียสละ ช่วยตนเอง และประการสำคัญให้มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ผลการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านหลักสูตรทดลองปรากฏว่า ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม กล่าวคือสามารถใช้เป็นฐานในการต่อต้านและป้องกันอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างได้ผล ดังนั้นการฝึกอบรมจึงได้แพร่ขยายไปยังจังหวัดต่าง ๆ มีการส่งเจ้าหน้าที่จากหลายพื้นที่เข้ามาฝึกอบรม เพื่อกลับไปเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้านในท้องถิ่นของตนเอง การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านรุ่นที่ 9 เมื่อวันที่ 25-29 พฤศจิกายน 2514 ที่บ้านทรายมูล ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 238 คน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีปิด นับเป็นพระองค์แรกที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อลูกเสือชาวบ้าน เมื่อฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านได้จำนวนหนึ่ง พ.ต.อ.สมควร ฯ จึงได้สรุปผลการฝึกอบรมเสนอต่อ พล.ต.ท.สุรพล จุลละพราหมณ์ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ท่านได้ให้การสนับสนุนการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นอย่างดี และได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รวบรวมข้อมูลการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียด พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ ฯ จึงได้ศึกษาและสังเกตการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านแล้วพิจารณาเห็นว่า การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านมีประโยชน์และสร้างสรรค์ ความสามัคคีกลมเกลียวให้บังเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการพ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไป สามารถขจัดช่องว่างและเส้นขนานระหว่างข้าราชการกับประชาชนได้เป็นอย่างดี ตรงกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า น พระบรมราชินีนาถ ในการสร้างความสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชาวไทย พล.ต.ท.สุรพล ฯ จึงมอบหมายให้ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ ฯ นำเรื่องราวการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียดขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ ฯ ทอดพระเนตรกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน ห่วงรัดผ้าผูกคอ และหน้าเสือ และทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาสภาลูกเสือแห่งชาติ พิจารณาเห็นว่ากิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง และการพัฒนาชุมชนเพราะกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นการดำเนินการที่เผยแพร่กิจกรรมและวิธีการลูกเสือชาวบ้านเข้าสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดความรักความสามัคคี ความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ประชาชน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของแต่ละบุคคล นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยพัฒนาสังคมโดยทั่วไป โดยระบบหมู่ลูกเสือ จึงได้ตกลงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติ เมื่อ 5 กรกฎาคม 2516 และ ฯพณฯ นายอภัย จันทวิมล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ได้ตราข้อบังคับ ฉบับที่ 6 ลง 5 กรกฎาคม 2516 ให้ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด เป็นผู้อำนวยการลูกเสือชาวบ้านโดยตำแหน่ง ปรากฏว่าในปี 2518 ได้มีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านครบทุกจังหวัด สมดังพระราชประสงค์และยังมีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีประมาณ 5 ล้านคน พ.ศ.2517 คณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติได้ตราข้อบังคับลูกเสือแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ลง 7 ตุลาคม 2517 ว่าด้วยวัตถุประสงค์ หลักสูตร เครื่องแบบวุฒิบัตร บัตรประจำตัว และธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน พ.ศ.2521 ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี จึงออกคำสั่งที่ สร.75/2521 ลงวันที่ 18 เมษายน 2521 เรื่องการดำเนินการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์ สรุปได้ดังนี้

1.ให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านขึ้นโดยมีสำนักงานอยู่ภายในบริเวณกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
2.ศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน มีหน้าที่เป็นศูนย์รวมของลูกเสือชาวบ้านทั่วราชอาณาจักร
3.ศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือ ขึ้นตรงต่อสภาลูกเสือแห่งชาติ
4.ให้ พลตำรวจตรี เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2534 ได้มีคำสั่ง ฯพณฯ นายอานัท์ ปัญญรชุน นายกรัฐมนตรีที่ สร.205/2534 ลง 6มิถุนายน 2534 แต่งตั้งให้ พล.ต.ท.สมควร หริกุล เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติลูกเสือชาวบ้าน ข้อมูลจากหนังสือ 23 ปี ลูกเสือชาวบ้าน ในพระบรมราชานุเคระห์

 

ประกาศจุดยืนลูกเสือชาวบ้าน ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน


   จากสถานการณ์ที่ล่อแหล่มต่อความมั่นคงของชาติ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความไม่สงบในจัดหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งมีผู้บังอาจจาบจ้วงล่วงละเมิดเบื้องสูงในรูปแบบต่างๆ ลูกเสือชาวบ้านจึงพร้อมใจกันประกาศจุดยืน และแนวทางเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมื่อง ๔ ประการ ดังนี้

      ๑. ลูกเสือชาวบ้าน เป็นองค์กรที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นและปฏิบัติตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอประกาศร่วมกันว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์ จะต้องอยู่คู่ชาติไทยต่อไป “ ในโอกาศอันสมควรและจำเป็น ลูกเสือชาวบ้านทั่วประเทศจะแสดงพลังเพื่อพิทักษ์ รักษาอย่างเต็มความสามาถแลสนับสนุนให้หน่วยงนรับผิดชอบดำเนินการ ต่อผู้กระทำคววามผิดอย่างเข้มงวด รวดเร็ว ยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

      ๒. ลูกเสือชาวบ้าน วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สนับสนุนการดำเนินงานทางการเมืองที่มีความโปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อพัฒนาการเมื่องให้มั่นคง เปิดโอกาสให้คนดี มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เข้ามารับใช้บ้านเมืองโดยไม่ต้องเงินซื้อเสียง หรือกระทำการใดอันได้ชื่อว่า เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ดีงาม

      ๓. ลูกเสือชาวบ้าน ขอให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งแก้ปัญหาด้วยความรัก ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ระลึกเสมอว่าเราคือคนไทยต้องอยู่ร่วมกัน
      เพื่อสืบทอดแผ่นดินนี้ให้ลูกหลานอยู่อย่างมีความสุขต่อไปชั่วกาลนาน ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจฟันฝ่าอุปสรรคของชาติให้บรรลุผล ด้วยการน้องนำพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “รู้ รัก สามัคคี “ และ “มีสติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด “ มาเป็นหลักในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ

      ๔. ลูกเสือชาวบ้าน ขอประณามผู้ใช้ความรุนแรง ข่มขู่ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างโหดร้อยทารุน ไร้มนุษยธรรมในจังหวัดชายแดนภาคไต้ ขอให้ทุกภาคส่วนที่มีหนาที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ยึดมั่นพระราชดำราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา “ เป็นแนวทางในการทำงาน ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ให้ใช้ความนุ่นนวลและให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ขอให้กำลังใจทุกท่านที่ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์ เสียสละ อดทน มีคุณธรรม จริยธรรมและมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างสันติสุข ให้เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ขอแสดงความเสียใจและห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการความไม่สงบด้วยใจจริง

    ศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์
    ๑ ตุลา ๒๕๕๙